คดี ‘บุกรุกป่า’ เมื่อไม้แข็งไม่ใช่ทางเลือกเดียวเพื่อจัดการป่ายั่งยืน

คนไม่สมควรอยู่ในป่า” เป็นฐานคิดของเมืองไทยที่เอามาสู่การตั้งกฎที่ต้องปฏิบัติตามแล้วก็จัดแจงสามัญชนด้วยไม้แข็ง อย่างการเข้าจับกุมโทษฐาน ล่วงล้ำป่า” โดยที่หลายคดีเป็นหลักที่ทับซ้อนรวมทั้งพสกนิกรอาศัยอยู่มาก่อนการประกาศเป็นเขตป่า

ฐานคิดรูปแบบนี้เอามาสู่มาตรการรวมทั้งข้อบังคับที่กระทบราษฎร เหมือนกับการจัดการการแพร่ระบาดของเชื้อวัววิด-19 ที่รัฐบาลกำหนดให้ทุกคนจะต้องอยู่ในบ้านตามขณะที่ระบุ บนฐานรู้สึกว่าทุกคนมีบ้านให้กลับ นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการเข้าจับกุมคนไม่มีบ้านจากที่ปรากฏเป็นข่าว ทั้งคู่กรณีสะท้อนให้มองเห็นถึงการออกมาตรการทางด้านกฎหมายที่มิได้นึกถึงวิถีชีวิตของคนทุกกรุ๊ปในสังคม

คดีละเมิดป่าที่เกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักรไทย หากแม้บางครั้งจะเป็นการล่วงล้ำใหม่แต่ว่าหลายสาเหตุเป็นในกรณีที่มีราษฎรอาศัยอยู่ในพื้นที่ก่อนมีการประกาศเป็นเขตป่า ได้แก่ การประกาศอุทยานแห่งชาติไทรทอง จังหวัดชัยภูมิ เมื่อ พุทธศักราช 2535 มีเส้นเขตทับซ้อนกับหมู่บ้านดูดซึมหวายและก็หมู่บ้านหินรู ซึ่งตั้งขึ้นเป็นหมู่บ้านโดยชอบด้วยกฎหมายดูแลท้องที่ใน พุทธศักราช 2523 แล้วก็ พุทธศักราช 2518 เป็นลำดับ จากกรณีดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว มีราษฎรในพื้นที่ถูกฟ้องถึงที่สุดแล้วอย่างต่ำ 14 คน จาก 19 คดี มีโทษติดคุกตั้งแต่ เดือน – 1 ปี โทษปรับตั้งแต่ หมื่น – 9 แสนบาท ดังนี้ มีข้อคิดเห็นว่าชุมชนที่อาศัยในพื้นที่มีมากยิ่งกว่าสองร้อยครอบครัว แต่มีการฟ้องร้องคดี 19 คดี เนื่องด้วยข้าราชการไม่อาจจะจับกุมตัวได้หมด

อีกกรณีในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี มีการตั้งหมู่บ้านโดยชอบด้วยกฎหมายในปี พุทธศักราช 2518 ก่อนที่จะมีการประกาศเป็นเขตสวนใน พุทธศักราช 2524 และก็ย้ายถิ่นประชาชนไปอยู่ในเขตพื้นที่ใหม่ ซึ่งพื้นที่ใหม่สมรรถนะน้อยเกินไปต่อการเลี้ยงชีพเป็นต้นว่าเดิม ทำให้เกิดอาการชาบ้านย้ายถิ่นกลับรวมทั้งถูกข้าราชการไล่รื้อถอน เผาที่อยู่ที่อาศัย

ทั้งคู่กรณีประชากรมีหลักฐานการอาศัยอยู่ภายในเขตพื้นที่ก่อนเมืองประกาศเป็นเขตป่า ในขณะที่ไม่เป็นทางการ ได้แก่ แผนผังครอบครัวของชุมชน อายุของต้นไม้ที่ปลูก ร่องรอยวิธีการทำเกษตร พิธีการที่ผูกใกล้กับพื้นที่ รวมทั้งหลักฐานที่เป็นทางการ เป็นต้นว่า การก่อตั้งหมู่บ้านโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ว่าเมืองกลับละเลยและก็สอบถามหา เอกสารสิทธิ” เป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียว ในขณะที่การพักอาศัยของพสกนิกรไม่อยู่สำหรับเพื่อการรับทราบของเมืองแต่ก่อน ก็เลยย่อมไม่มีเอกสารสิทธิ รวมทั้งทำให้เกิดการเข้าจับกุมลงอาญา

วิธีการทำแบบนี้ย่อมเป็นการพรากการเข้าถึงของกิน ที่อยู่ที่อาศัย อาชีพ และก็วัฒนธรรมของคนภายในพื้นที่ ทั้งยังสร้างความไม่ลงรอยกันระหว่างราษฎรและก็ข้าราชการ หากแม้จะมีการจัดการกับปัญหาโดยการผ่อนปรน แต่ว่าก็ยังไม่ถึงกับขนาดการันตีสิทธิราษฎร โดยราษฎรยังคงมีความผิดโดยชอบด้วยกฎหมายอาญา ปัญหานี้ก็เลยยังเรื้อรังรวมทั้งเมืองยังคงหาทางแก้ไขปัญหาด้วยแนวทางที่ร้ายแรงเด็ดขาดเพิ่มมากขึ้น เป็นต้นว่า มาตรการทวงคืนป่า

การใช้ไม้แข็งรูปแบบนี้ สะท้อนให้มองเห็นถึงปัญหากฎหมายอาญาเฟ้อ (Overcriminalisation) ได้แก่การใช้โทษทางอาญาที่ขัดกับวิธีการของข้อบังคับหมายถึงใช้กับความประพฤติปฏิบัติที่มิได้ฝ่าฝืนจริยธรรมหรือก่ออันตรายต่อสังคม และก็มีผู้เข้าเกณฑ์กระทำผิดเยอะมากๆ ข้าราชการไม่อาจจะจับได้หมดทุกคน การบังคับใช้กฎหมายอาญาก็เลยไม่สามารถที่จะจัดการกับปัญหาได้ ทั้งยังการใช้โทษทางอาญายังเป็นการเลือกจัดแจงปัญหาด้วยแนวทางร้ายแรงที่สุด ซึ่งต้องเป็นช่องทางในที่สุด

ความผิดพลาดฐานล่วงล้ำที่ป่าโดยชอบด้วยกฎหมายสวนนั้น ครอบคลุมตั้งแต่การเก็บหาหรือนำทรัพยากรธรรมชาติออกไป จนกระทั่งการยึดถือหรือครองที่ดิน ทำให้เห็นว่าเมืองไม่ยินยอมให้มีการใช้พื้นที่สวนนอกจากไปจากการท่องเที่ยวรวมทั้งศึกษาค้นคว้า ซึ่งเป็นการละเลยคนภายในพื้นที่ที่บางทีอาจเข้าถึงการใช้คุณประโยชน์ด้วยวิถีที่ช่วยเหลือธรรมชาติ นอกเหนือจากนั้น ผู้ที่กระทำความผิดฐานนี้บางทีอาจละเมิดเพื่อการเลี้ยงชีพตามสิ่งที่มีความต้องการหรือมุ่งทำเงินก็ได้ แม้กระนั้นถ้อยคำในข้อบังคับนำมาซึ่งการเหมาจับกลุ่มผู้ที่มีความสำคัญแล้วก็อาศัยมาก่อนการประกาศเขตป่าเปลี่ยนเป็นผู้บุกรุกป่าไปด้วย

การเข้าจับกุม ไล่รื้อถอนที่พักที่อาศัยของผู้ที่อยู่ในป่ามาก่อนรัฐประกาศเป็นเขตป่า ก็เลยไม่มีความแตกต่างกับการลงอาญาคนเพียงแค่เนื่องจากว่าเขาอยู่ในบ้านตนเอง ซ้ำยังไม่ทำให้ป่าได้รับการบูรณะ เหมือนกับการลงอาญาคนไม่มีบ้านเพราะว่าไม่อยู่บ้านในตอนเคอร์ฟิว ซึ่งปราศจากความเกี่ยวเนื่องกับการแพร่ขยายของโรคระบาดอะไร

คนอยู่กับป่า” เป็นหัวข้อโต้เถียงกันมานานนั้นมีทั้งยังงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยรวมทั้งแบบอย่างในประเทศที่ค้นพบว่าคนอยู่กับป่าได้ รวมทั้งยังช่วยฟื้นฟูสภาพป่า ซึ่ง Elinor Ostrom นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเป็นผู้เสนอว่าการจัดแจงทรัพยากรร่วมอย่างยั่งยืน ตัวอย่างเช่น ป่า นั้นทำเป็นโดยการกำหนดกลุ่มของผู้คนและก็ขอบเขตพื้นที่ให้ชัดแจ้ง โดยผู้ที่มีการเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมสำหรับเพื่อการวางข้อตกลงการใช้ทรัพยากรให้สอดคล้องกับชุมชนรวมทั้งพื้นที่ และก็มีส่วนร่วมติดตามตรวจดู มีกลไกกำจัดการขัดกันที่ไม่ยุ่งยาก สามารถลงอาญาคุ้นเคยด้วยโทษสถานเบา โดยอยู่ในความรับทราบของเมือง ด้วยข้อแม้ทั้งผองนี้ จะก่อให้ชุมชนกำเนิดความประพฤติการร่วมแรงกัน (cooperative behavior) และก็ลดการใช้ทรัพยากรเกินควร (overexploitation)

ฉะนั้น การแก้ปัญหาต่างๆตั้งแต่ทรัพยากรธรรมชาติจนกระทั่งโรคระบาด เมืองจำเป็นต้องปรับฐานคิดสำหรับในการกำหนดมาตรการหรือแนวทาง โดยให้ความใส่ใจกับวิถีชีวิตของคนแต่ละกรุ๊ป แล้วก็คิดถึงปัจจัยเบื้องต้นสำหรับการดำเนินชีวิตเป็นขั้นตอนแรก นอกเหนือจากนั้น เมืองจำต้องเลือกใช้เครื่องไม้เครื่องมือให้เหมาะสมกับภาวะปัญหา ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็นการช่วยเหลือ การให้ความรู้ความเข้าใจ การขอความร่วมมือ จนกระทั่งการลงทัณฑ์สถานที่ค่อยก่อน แล้วก็ระบุความผิดพลาดสถานที่หนักให้จำกัดรวมทั้งกระจ่าง

เมื่อเมืองมีความรู้และมีความเข้าใจวิถีชีวิตของราษฎร เลือกใช้ไม้อ่อนไม้แข็งได้ตรงปัญหานอกเหนือจากที่จะไม่ตอกย้ำซ้ำเติมกรุ๊ปบอบบางของสังคมแล้วยังเป็นการลดภาระหน้าที่ข้าราชการสำหรับการใช้ไม้แข็ง ตลอดจนลดการขัดกันและก็สามารถสร้างความร่วมแรงร่วมใจเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตและก็สภาพแวดล้อมได้อีกด้วย